ศูนย์ตรวจการได้ยิน

 

           

             การได้ยิน การพูดและการทรงตัว เป็นการทำงานของหูร่วมกับระบบประสาทและสมอง การสูญเสียการได้ยินหรือการได้ยินบกพร่อง ทำให้สื่อสารได้ไม่ถูกต้อง เกิดความยากลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการทำงาน การสูญเสียการได้ยินอาจค่อยๆเป็นไปอย่างช้าๆ หรือเกิดขึ้นกระทันหันหูดับไปเฉียบพลันก็เป็นได้ บางคนมีอาการเสียงดังรบกวนในหูจนทนไม่ไหวบั่นทอนการหลับนอนและเสียสุขภาพ บางคนมีอาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หน้ามืด เดินเซร่วมด้วย อาการเหล่านี้อาจเป็นความผิดปกติในส่วนของหูชั้นใน หรืออาจเป็นจากระบบประสาทหรือสมองบกพร่อง อาจเกิดจากความผิดปกติ อาจมีโรคทางกาย โรคทางระบบประสาทและสมอง เด็กบางคนเกิดมามีการพิการทางการได้ยิน หูไม่ได้ยินตั้งแต่กำเนิด อาจเกิดจากโรคทางพันธุกรรม โรคในมารดา ความผิดปกติทางการตั้งครรภ์และการคลอด ด้วยวิทยาการก้าวหน้าในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีในการตรวจวัดการได้ยินตั้งแต่เด็กแรกเกิด สามารถบอกสมรรถภาพการได้ยินและค้นหาสาเหตุการบกพร่องเพื่อการรักษาและฟื้นฟูบำบัดเพื่อมิให้เกิดหูหนวกจนต้องเป็นใบ้ในผู้ใหญ่ ถ้ามีอาการหูอื้อ เวียนศีรษะ หูมีเสียงรบกวน ต้องรีบหาสาเหตุและแก้ไขโดยเร็วที่สุดก่อนเกิดอาการหูหนวก หรืออาจมีโรคแอบแฝงที่อาจเป็นอันตราย และต้องการการรักษาเร่งด่วนเช่น สมองขาดเลือด หรือแม้เนื้องอกในสมอง

 

ธนาคารเลือด

 

ธนาคารเลือด [ Blood Bank ]
โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ


ขั้นตอนการคัดเลือกผู้บริจาคโลหิต

Steps in Blood Donor Selection

การคัดเลือกผู้บริจาคโลหิตประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ผู้บริจาคโลหิตคัดกรองตนเอง (donor self-selection)

             ทุกครั้งที่มาแสดงความจํานงที่จะบริจาคโลหิต ให้ผู้บริจาคโลหิตทุกคนอ่าน และตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับสุขภาพ และความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจมีผลต่อตนเอง และต่อผู้ป่วยที่จะรับโลหิต แบบสอบถามมีวัตถุประสงค์ดังนี้คือ

             1. ให้ผู้บริจาคโลหิตได้พิจารณาว่า สุขภาพของตนเองเหมาะสม และพร้อมที่จะบริจาคโลหิตหรือไม่ การบริจาคโลหิตในขณะที่สภาพร่างกายไม่พร้อม เช่น ความรู้สึกเพลีย มึนงง ไม่สดชื่นแข็งแรง อดนอน พักผ่อนไม่เต็มที่ หรือกําลังรับประทานยา รักษาโรคประจําตัว การบริจาคโลหิตในสภาวะเช่นนี้อาจเป็นอันตรายต่อตัวผู้บริจาคโลหิต

             2. ให้ผู้บริจาคโลหิตได้พิจารณาว่า โลหิตของตนมีความปลอดภัยต่อผู้รับ ไม่มีเชื้อโรคที่ถ่ายทอดทางโลหิต แฝงอยู่ ซึ่งอาจติดต่อเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยที่รับโลหิต ทั้งนี้หากผู้บริจาคโลหิตสัมผัสเชื้อโรคมาในระยะเริ่มแรก หรืออยู่ในระยะ window period อาจตรวจไม่พบด้วยวิธีมาตรฐานที่ใช้ทางห้องปฏิบัติการ แต่ตัวผู้บริจาคโลหิตเองเท่านั้นที่จะทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงหรือ โลหิตของตนปลอดภัยต่อผู้รับหรือไม่

 ขั้นตอนที่ 2 คัดกรองโดยเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์คัดกรองผู้บริจาคโลหิต

             เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์คัดกรองที่ได้รับมอบหมาย ตรวจสอบคําตอบในแบบสอบถามของผู้บริจาคโลหิต และประเมินว่าควรบริจาคโลหิตหรือไม่ โดยคํานึงถึงความปลอดภัยของตัวผู้บริจาคโลหิตและของผู้ป่วยที่จะรับโลหิต ผู้บริจาคโลหิตจะได้รับการตรวจร่างกายเบื้องต้น ได้แก่การวัดความดันโลหิต ชีพจร
รวมทั้งจะได้รับการตรวจวัดความเข้มข้นของโลหิต หากมีปัญหาควรได้รับคําแนะนําจากเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์คัดกรองหรือแพทย์

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจคัดกรองคุณภาพโลหิตตามมาตรฐาน ทางห้องปฏิบัติการ

             โลหิตทุกยูนิต จะได้รับการตรวจคัดกรองตามมาตรฐาน ได้แก่ การตรวจหมู่โลหิต ABO Rh การตรวจกรองแอนติบอดีของเม็ดโลหิตแดง และตรวจร่องรอยของการติดเชื้อโรค 4 ชนิด คือ ไวรัส
เอชไอวี (เอดส์) ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซีและซิฟิลิส ด้วยวิธีทาง serology และ NAT โดยทดสอบตัวอย่างเดี่ยว

ขั้นตอนที่ 4 ระบบทะเบียนผู้บริจาคโลหิต และระบบการควบคุมคุณภาพ

             จัดระบบการลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิตที่เป็นลายลักษณ์อักษร บันทึกประวัติการบริจาคโลหิตทั้งหมด ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน รหัสหมายเลขผู้บริจาคโลหิต หมู่โลหิต ผลการตรวจร่างกาย ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ การรับบริจาคโลหิตแต่ละครั้ง

 

 


 

คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต
     คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต  เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนบริจาคโลหิต 

             - อายุ 17ปีบริบูรณ์ ถึง 70ปี สุขภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะบริจาคโลหิต

                  1. ผู้บริจาคโลหิตต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่ถ้าอายุไม่ถึง
18 ปีบริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง และผู้บริจาคโลหิตครั้งแรกอายุไม่เกิน 55 ปี

                  2. ผู้บริจาคโลหิตประจำ สามารถบริจาคได้จนถึง อายุ 70 ปี และต้องมีการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์ทุกครั้ง โดยผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 60-65 ปี บริจาคได้ทุก 4 เดือน และผู้บริจาคที่มีอายุมากกว่า 65 -70 ปี บริจาคได้ ทุก 6 เดือน  และไม่รับบริจาคในหน่วยเคลื่อนที่

 การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต

 

 

การเตรียมตัวขณะบริจาคโลหิต

1. สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนไม่คับจนเกิน สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว

2. ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล

3. ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรือลูกอมขณะบริจาคเลือด

4. ควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ทราบทันที

5. หลังจากบริจาคโลหิตเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี

 

การเตรียมตัวหลังบริจาคโลหิต

                  1. พักรับประทานอาหารว่างและเครื่องดื่มที่เจ้าหน้าที่จัดไว้บริการ และนั่งพักอย่างน้อย
15 นาที   ให้ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1 วัน

                  2. ไม่ควรรีบร้อนกลับ ควรนั่งพักจนแน่ใจว่าเป็นปกติ หากมีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทราบทันที

                  3. หลีกเลี่ยงการขึ้นลงลิฟท์ บันไดเลื่อน อาจทำให้รู้สึกวิงเวียนและเป็นลมได้ 

                  4. ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อซ กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล

                  5. หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมาก ๆ ไม่ใช้กำลังแขนที่เจาะบริจาค เช่น ยกของหนัก  เป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการบริจาคโลหิต  

                  6. ควรพักผ่อนและหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อาทิ การเดินซื้อของ อยู่ในบริเวณที่แออัดหรืออากาศร้อนอบอ้าว เป็นต้น 

                  7. ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก
1 วัน

                  8. หลังจากบริจาคโลหิต ให้รับประทานอาหารตามปกติ ไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยโลหิตที่บริจาค    

                  9. รับประทานธาตุเหล็กวันละ 1 เม็ด จนหมด ชดเชยเหล็กที่เสียไปจากการบริจาคโลหิต และป้องกันการขาดธาตุเหล็ก เพื่อให้สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างสม่ำเสมอ 

                  10. การรับประทานธาตุเหล็กบำรุงโลหิต พร้อมกับเครื่องดื่มที่มีวิตามินซีสูง เช่น น้ำส้ม
น้ำฝรั่ง หรือน้ำมะเขือเทศ  จะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี   ยกเว้นชาเขียว เพราะจะไปขัดขวางการดูดซึมของธาตุเหล็ก

 

 

 

 



 

 

ธนาคารเลือด ชั้น1  แผนกพยาธิวิทยา โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ

เปิดให้บริการทุกวันเวลาราชการ 08.00 - 15.30น.

โทรศัพท์ : 075-383164, 063-0890413

 

 

 

ห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

 

Cardiac Catheterization Lab

ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ Cath Lab

อีกหนึ่งแนวทางของการพัฒนา เพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ได้มาตรฐาน และให้ผลที่แม่นยำสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดคือ ห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ (Cardiac Catheterization Lab) หรือเรียกสั้นๆ ว่า Cath Lab เป็นห้องพิเศษที่มีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงในการประมวลภาพหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดตามส่วนอื่นๆของร่างกายโดยภาพจะปรากฏขึ้นที่จอและบันทึกเป็นเทปโทรทัศน์ระบบดิจิตอลสามารถปรับหมุนได้รอบทิศทางตรวจดูซ้ำได้อย่างละเอียดทำให้แพทย์ได้ภาพจากทุกมุมตามต้องการได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน

การตรวจสวนหัวใจ เป็นการวินิจฉัยโรควิธีหนึ่ง ซึ่งเอื้อประโยชน์หลายอย่างต่อการดูแลรักษาโดยทำการตรวจเพื่อดูตำแหน่งผิดปกติและความรุนแรงของหลอดเลือดหัวใจตีบตันดูความผิดปกติของลิ้นหัวใจ การหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจหากพบความผิดปกติ เส้นเลือดหัวใจตีบอุดตันแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะทำการรักษาได้โดยการใส่บอลลูนขยายและ/หรือใส่ขดลวดถ่างขยาย (Stent)

วิธีการตรวจ โดยทั่วไปแล้วแพทย์จะใส่ท่อสายพลาสติกขนาดเล็กที่ปราศจากเชื้อโรคเข้าสู่หลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบข้อแขนข้อพับจุดใดจุดหนึ่งย้อนเข้าไปสู่หัวใจและไปจ่ออยู่ตรงทางออกของหลอดเลือด จากนั้นฉีดสีผ่านท่อนี้พร้อมกับถ่ายรูปของหลอดเลือด และของหัวใจ โดยใช้กล่องเอกซเรย์พิเศษ เมื่อตรวจสวนหลอดเลือดหัวใจและฉีดสีแล้วหากพบรอยโรคหัวใจมีการตีบตัน และแสดงผลว่าสามารถทำบอลลูนใส่ขดลวดได้แพทย์สามารถสวนรักษาควบคู่ได้ในคราวเดียวกันโดยการฉีดยาชาเฉพาะจุดและใช้เข็มขนาด 1.5 - 2 มิลลิเมตรเจาะใส่ลวดนำทางวางสายนำทางในหลอดเลือด เพื่อนำสายสวนไปยังหลอดเลือดหัวใจทำการวินิจฉัย โดยจะทราบผลทันทีหลังการตรวจ

จำนวนผู้เยี่ยมชม

001192254
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
420
1098
1518
156003
30757
41680
1192254

Server Time: 2020-02-24 08:57:49

HOTbadge

RTA Heat Stroke

ปัจจุบันสภาพอากาศมีความร้อนสูงขึ้นมากอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการฝึกของทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกทหารใหม่ ซึ่งยังไม่เคยชินกับสภาพแวดล้อมและการฝึก จึงอาจเกิดการเจ็บป่วยจากความร้อนจนถึงขึ้นเสียชีวิตได้

Who's Online

มี 23 ผู้มาเยือน และ ไม่มีสมาชิกออนไลน์ ออนไลน์

 

 

    283 โรงพยาบาลค่ายวชิราวุธ

    หมู่ที่ 1 ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000

    โทรศัพท์ศูนย์นัด ประชาสัมพันธ์

    Tel. 075-383113

    Mobile. 088-3869359

ศูนย์การเรียนรู้

hires 3

Scroll to top